ประเภทบัญชีเทรดของโบรกเกอร์: วิธีเลือกบัญชีที่เหมาะกับสไตล์การลงทุนของคุณ

ประเภทบัญชีเทรดของโบรกเกอร์: วิธีเลือกบัญชีที่เหมาะกับสไตล์การลงทุนของคุณ

ผู้เริ่มต้น
Feb 27, 2025
เลือกบัญชีเทรดที่เหมาะกับสไตล์การลงทุนของคุณ ทำความเข้าใจประเภทบัญชี Standard, ECN, Raw Spread และ Cent เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเทรด

ประเภทบัญชีเทรดของโบรกเกอร์: วิธีเลือกบัญชีที่เหมาะกับสไตล์การลงทุนของคุณ

 

การเลือกประเภทบัญชีเทรดเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน เนื่องจากแต่ละประเภทบัญชีมีโครงสร้างค่าธรรมเนียม เงื่อนไขการซื้อขาย และข้อกำหนดที่แตกต่างกัน นักลงทุนจึงควรทำความเข้าใจรายละเอียดของบัญชีแต่ละประเภทให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจเลือกใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับกลยุทธ์การลงทุนและช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ประเภทบัญชีเทรดหลักที่โบรกเกอร์ให้บริการ

trading account

 

โดยทั่วไป โบรกเกอร์มักมีบัญชีเทรดหลายประเภทเพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่มีรูปแบบการซื้อขายที่แตกต่างกัน ซึ่งประเภทบัญชีที่พบได้บ่อยมีดังต่อไปนี้

1. บัญชี Standard

บัญชีประเภทนี้เป็นบัญชีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เหมาะสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ต้องการเทรดโดยไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นแยก เพราะต้นทุนการซื้อขายถูกกำหนดไว้ในรูปแบบของ สเปรด (Spread) ที่โบรกเกอร์คิดเพิ่มจากราคาตลาดจริง

ลักษณะสำคัญของบัญชี Standard

    • ไม่มีค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติม ค่าธรรมเนียมรวมอยู่ในสเปรด
    • สเปรดมักกว้างกว่าบัญชีประเภท ECN
    • เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความสะดวก ไม่ต้องคำนวณค่าธรรมเนียมแยก

บัญชี Standard เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการความเรียบง่ายในการซื้อขาย และนักลงทุนที่ไม่ได้ใช้กลยุทธ์ที่ต้องการสเปรดต่ำเป็นพิเศษ

2. บัญชี ECN (Electronic Communication Network)

บัญชี ECN เป็นบัญชีที่ให้ราคาตลาดจริง โดยไม่มีการปรับแต่งราคาจากโบรกเกอร์ และสามารถเข้าถึง Depth of Market (DOM) ได้ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนเห็นปริมาณคำสั่งซื้อขายในตลาดจริง

ลักษณะสำคัญของบัญชี ECN

    • สเปรดต่ำมาก หรือบางครั้งอาจต่ำถึงศูนย์
    • คิดค่าคอมมิชชั่นแยกตามปริมาณการซื้อขาย
    • การดำเนินคำสั่งรวดเร็ว เหมาะสำหรับกลยุทธ์ที่ต้องใช้ความแม่นยำในการเข้าออกตลาด

บัญชี ECN เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการต้นทุนการซื้อขายต่ำและต้องการซื้อขายในสภาวะตลาดที่สะท้อนความเป็นจริงโดยไม่มีการแทรกแซงจากโบรกเกอร์

3. บัญชี Raw Spread หรือ Zero Spread

บัญชีประเภทนี้มีลักษณะคล้ายกับบัญชี ECN แต่แตกต่างกันที่โบรกเกอร์จะเสนอราคาซื้อขายที่มี สเปรดคงที่หรือใกล้เคียงศูนย์ และจะคิดค่าคอมมิชชั่นแทน

ลักษณะสำคัญของบัญชี Raw Spread หรือ Zero Spread

    • สเปรดใกล้ศูนย์ ทำให้ได้ราคาที่แม่นยำ
    • มีค่าคอมมิชชั่นคงที่ที่ต้องชำระให้โบรกเกอร์
    • เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการต้นทุนการซื้อขายต่ำ และใช้กลยุทธ์ Scalping หรือ Day Trading

บัญชีประเภทนี้เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการควบคุมต้นทุนการซื้อขายอย่างแม่นยำ และต้องการใช้กลยุทธ์ที่ต้องเข้าออกตลาดบ่อยครั้ง

4. บัญชี Cent หรือ Micro

บัญชีประเภทนี้ออกแบบมาสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนจำนวนน้อย โดยกำหนดให้สามารถเทรดได้ด้วยหน่วยเงินที่เล็กลงกว่าบัญชีปกติ

ลักษณะสำคัญของบัญชี Cent หรือ Micro

    • ใช้ขนาดคำสั่งซื้อขายที่เล็กลงกว่าบัญชีปกติ
    • เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการทดลองซื้อขายจริงด้วยเงินทุนต่ำ
    • บางโบรกเกอร์อาจมีข้อจำกัดด้านเลเวอเรจและจำนวนคำสั่งซื้อขายที่สามารถเปิดได้

บัญชี Cent หรือ Micro เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการฝึกฝนการซื้อขายโดยใช้เงินจริง แต่ยังไม่ต้องการเสี่ยงด้วยเงินลงทุนจำนวนมาก


 

ปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อต้องเลือกประเภทบัญชี

trading account

 

การเลือกประเภทบัญชีที่เหมาะสมควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. ขนาดเงินทุนที่ใช้ลงทุน

หากมีเงินทุนจำกัด บัญชี Standard หรือ Cent อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากไม่มีค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติมและสามารถเริ่มต้นซื้อขายด้วยเงินลงทุนต่ำ

2. กลยุทธ์การซื้อขายที่ใช้

นักลงทุนที่ใช้ Scalping หรือ Day Trading อาจต้องเลือกบัญชี ECN หรือ Raw Spread เพื่อให้ได้ต้นทุนการซื้อขายที่ต่ำที่สุด ส่วนผู้ที่ใช้ Swing Trading หรือ Position Trading อาจเลือกบัญชี Standard ที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติม

3. ต้นทุนการซื้อขาย

ต้นทุนการซื้อขายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลกำไร นักลงทุนที่ต้องการลดต้นทุนควรเลือกบัญชีที่มีค่าธรรมเนียมต่ำและสเปรดที่แคบที่สุด

4. ความเร็วในการดำเนินคำสั่งซื้อขาย

หากต้องการให้คำสั่งซื้อขายถูกดำเนินการอย่างรวดเร็ว บัญชี ECN หรือ Raw Spread จะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า เนื่องจากคำสั่งจะถูกส่งตรงไปยังผู้ให้บริการสภาพคล่องโดยไม่มีการแทรกแซงจากโบรกเกอร์

5. ระดับประสบการณ์ของนักลงทุน

นักลงทุนมือใหม่อาจเลือกบัญชี Standard หรือ Cent ที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่นแยกและมีเงื่อนไขการซื้อขายที่เข้าใจง่าย ในขณะที่นักลงทุนที่มีประสบการณ์มากขึ้นอาจเลือกบัญชี ECN หรือ Raw Spread เพื่อให้ได้ต้นทุนการซื้อขายต่ำที่สุด

 


 

สรุป

ประเภทบัญชีเทรดของโบรกเกอร์มีความหลากหลายและถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม การเลือกบัญชีที่เหมาะสมควรพิจารณาจาก ขนาดเงินทุน กลยุทธ์การซื้อขาย ต้นทุนการเทรด ความเร็วในการดำเนินคำสั่ง และระดับประสบการณ์ของนักลงทุน

หากสามารถเลือกบัญชีที่ตรงกับความต้องการได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากการซื้อขายในตลาดการเงินได้ดียิ่งขึ้น

 

 

 

หมายเหตุ: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาในเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน