
หุ้นกลุ่มสุขภาพ: อุตสาหกรรมที่นักลงทุนจับตามอง
โอกาสในหุ้นกลุ่มสุขภาพ: อุตสาหกรรมที่นักลงทุนจับตามอง
การลงทุนใน "หุ้น" ถือเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างความมั่งคั่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่นักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงและเกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ อุตสาหกรรมที่สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาวมักเป็นกลุ่มที่ตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ หนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงและสามารถต้านทานภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ดีคือ หุ้นกลุ่มสุขภาพ (Healthcare Stocks)
ทำไมอุตสาหกรรมสุขภาพถึงเป็นหนึ่งในภาคการลงทุนที่แข็งแกร่งที่สุด?
จากรายงานของ World Health Organization (WHO) การใช้จ่ายด้านสุขภาพทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2020 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ $8.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 10% ของ GDP โลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอนาคต
ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก การใช้จ่ายด้านสุขภาพคิดเป็น 17.7% ของ GDP ในปี 2019 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 19.7% ภายในปี 2028 (อ้างอิงจาก Centers for Medicare & Medicaid Services - CMS) สิ่งนี้ทำให้หุ้นกลุ่มสุขภาพเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
-
ความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การแพร่ระบาดของโรค การเปลี่ยนแปลงทางประชากร และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ทำให้ความต้องการด้านบริการทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์สุขภาพเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยารักษาโรคมะเร็งและโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานและโรคหัวใจ กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
-
Aging Society: สังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวทั่วโลก
ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุสูงกว่ากลุ่มวัยทำงานหลายเท่า ส่งผลให้ความต้องการบริการโรงพยาบาล ยารักษาโรค และอุปกรณ์ทางการแพทย์พุ่งสูงขึ้น
ตัวเลขที่น่าสนใจ:
-
- ในปี 2050 คาดว่ากว่า 22% ของประชากรโลกจะมีอายุเกิน 60 ปี (WHO)
- ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชากรสูงวัยคิดเป็น 5-6 เท่าของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของวัยหนุ่มสาว
-
เทคโนโลยีการแพทย์และนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม
เทคโนโลยีทางการแพทย์ (HealthTech) และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) กำลังปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วย AI, Big Data, หุ่นยนต์ทางการแพทย์ และยีนบำบัด (Gene Therapy) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดต้นทุนการดำเนินงาน
ตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่
-
- AI Diagnosis: AI ถูกใช้ในการช่วยวินิจฉัยโรคมะเร็งจากภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น ระบบ AI ของ Google Health
- Personalized Medicine: ยาเฉพาะบุคคลที่พัฒนาจาก DNA ของผู้ป่วยโดยตรง เช่น ยา CAR-T สำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาว
- Telemedicine: บริการแพทย์ทางไกลที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้สะดวกขึ้น
หลังเหตุการณ์ Covid-19 นักลงทุนและเทรดเดอร์ทั่วโลกต่างหันมาให้ความสนใจธุรกิจประเภทสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่นำเสนอนวัตกรรมการรักษาโรคหรือนวัตกรรมยาแบบใหม่
เทรดเดอร์สามารถเทรดและลงทุนในบริษัทยา หรือกลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพได้แล้วบน IUX แพลตฟอร์มอัจริยะที่ช่วยในการสร้างพอร์ตการลงทุนของคุณอย่างยั่งยืน พร้อมด้วยกราฟราคาแบบเรียลไทม์ ข้อมูลวิเคราะห์การตลาดและทีมซัพพอร์ต 24 ชั่วโมง
เริ่มต้นการลงทุนของคุณกับ IUX วันนี้ สมัครเลย
ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการลงทุนในหุ้นกลุ่มสุขภาพ
-
รายได้และกำไรของบริษัท (Financial Performance)
นักลงทุนควรพิจารณางบการเงิน เช่น รายได้ กำไรสุทธิ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) บริษัทที่มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องแสดงถึงศักยภาพในการขยายธุรกิจ
ตัวอย่างหุ้นที่มีรายได้เติบโตดีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ได้แก่
-
- UnitedHealth Group (UNH) – รายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 8-10%
- Moderna (MRNA) – รายได้เติบโตจากวัคซีน COVID-19 และการพัฒนา mRNA
-
ความสามารถในการแข่งขันและสิทธิบัตร (Competitive Advantage & Patents)
ในอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีชีวภาพ สิทธิบัตร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความสามารถในการทำกำไร หากบริษัทยาสูญเสียสิทธิบัตรของตัวยาสำคัญ อาจส่งผลให้รายได้ลดลงทันที
ตัวอย่างบริษัทที่มีสิทธิบัตรแข็งแกร่ง:
-
- Pfizer (PFE) – มีสิทธิบัตรยา COVID-19 และยารักษาโรคมะเร็ง
- AbbVie (ABBV) – เจ้าของสิทธิบัตรยา Humira ซึ่งเป็นยารักษาโรคข้ออักเสบที่ทำรายได้สูงสุดในโลก
-
นโยบายภาครัฐและกฎหมายสุขภาพ (Regulations & Policies)
อุตสาหกรรมสุขภาพได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล เช่น ระบบประกันสุขภาพของสหรัฐฯ (Medicare & Medicaid) หรือการควบคุมราคายา หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านภาษีหรือราคายา อาจส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มนี้
ตัวอย่าง:
-
- การลดราคายาตามนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจส่งผลลบต่อบริษัทยา
- การสนับสนุนงบประมาณด้านสาธารณสุข อาจส่งผลบวกต่อบริษัทโรงพยาบาล
หุ้นกลุ่มสุขภาพที่น่าสนใจ
- UnitedHealth Group (UNH) – ธุรกิจประกันสุขภาพรายใหญ่ที่มีรายได้มั่นคง
- Johnson & Johnson (JNJ) – บริษัทยายักษ์ใหญ่ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย
- Pfizer (PFE) – มีพอร์ตโฟลิโอยาที่แข็งแกร่งและกำลังพัฒนา mRNA ในการรักษาโรคใหม่ๆ
- Moderna (MRNA) – ผู้นำด้าน mRNA ที่กำลังขยายไปสู่วัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ
- Intuitive Surgical (ISRG) – บริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนา "หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด"
สรุป: หุ้นกลุ่มสุขภาพคือโอกาสระยะยาวสำหรับนักลงทุนหรือไม่?
หุ้นกลุ่มสุขภาพเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและศักยภาพเติบโตระยะยาว ด้วยความต้องการด้านบริการสุขภาพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การขยายตัวของสังคมผู้สูงอายุ และการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดต้นทุน
แม้อุตสาหกรรมนี้จะมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง แต่การลงทุนยังคงต้องอาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัทอย่างรอบคอบ เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงและผลกระทบจากกฎหมายที่อาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาด
หากคุณกำลังมองหากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว หุ้นกลุ่มสุขภาพถือเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองและควรพิจารณาอย่างจริงจัง
หมายเหตุ: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาในเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน