
วิธีลดค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์และเพิ่มกำไรสูงสุด
ลดค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์และเพิ่มกำไรสูงสุดได้อย่างไร
ค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์เป็นหนึ่งในต้นทุนที่นักเทรดต้องแบกรับ และอาจส่งผลโดยตรงต่อผลกำไรจากการเทรด หากสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ ก็จะช่วยให้มีกำไรมากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มความเสี่ยง ซึ่งการลดค่าธรรมเนียมไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สามารถบริหารเงินทุนได้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ในระยะยาว
ดังนั้น มีวิธีใดบ้างที่สามารถช่วยลดค่าธรรมเนียมและทำให้การเทรดมีประสิทธิภาพมากขึ้น? มาดูกัน
1. เลือกโบรกเกอร์ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ
โบรกเกอร์แต่ละแห่งมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน ทั้งในส่วนของ สเปรด (Spread) และ ค่าคอมมิชชั่น (Commission) ซึ่งการเลือกโบรกเกอร์ที่มีต้นทุนต่ำถือเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเทรด
สิ่งที่ควรพิจารณา
- หากต้องการเทรดแบบ Scalping หรือ Day Trading ควรเลือกโบรกเกอร์ที่มี สเปรดต่ำ
- หากต้องการลดค่าคอมมิชชั่น ควรเลือกโบรกเกอร์ที่ รวมค่าธรรมเนียมไว้ในสเปรด
- หากต้องการความโปร่งใส ควรเลือก โบรกเกอร์แบบ ECN หรือ STP ซึ่งให้ราคาตลาดจริงและไม่มีการแทรกแซง
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบว่าโบรกเกอร์มีค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ หรือไม่ เช่น ค่าธรรมเนียมการไม่มีกิจกรรม (Inactivity Fee) หรือค่าธรรมเนียมในการถือสถานะข้ามคืน (Swap Fee) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
2. ใช้บัญชีที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรด
โบรกเกอร์มักมีประเภทบัญชีให้เลือกหลากหลาย เช่น บัญชี Standard, ECN, Raw Spread หรือ Zero Commission ซึ่งแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน
เลือกบัญชีให้เหมาะสมกับการเทรดของคุณ
- หากต้องการ สเปรดต่ำที่สุด ควรเลือกบัญชี ECN หรือ Raw Spread แม้ว่าจะมีค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติม
- หากต้องการ เทรดโดยไม่มีค่าคอมมิชชั่น ควรเลือกบัญชี Standard ที่รวมค่าธรรมเนียมไว้ในสเปรด ซึ่งช่วยให้คำนวณต้นทุนง่ายขึ้น
การเลือกประเภทบัญชีให้เหมาะสมจะช่วยลดต้นทุนโดยรวม และช่วยให้สามารถบริหารเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. หลีกเลี่ยงช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
ในช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญหรือประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจ ราคามักเคลื่อนไหวรวดเร็ว และส่งผลให้ สเปรดกว้างขึ้น ทำให้ต้นทุนการเทรดสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
วิธีหลีกเลี่ยงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากความผันผวนของตลาด
- หลีกเลี่ยงการเข้าเทรดในช่วงที่มีข่าวสำคัญ เช่น ตัวเลขเงินเฟ้อ หรืออัตราดอกเบี้ย
- ตรวจสอบปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar) เพื่อดูว่ามีข่าวสำคัญที่จะกระทบตลาดหรือไม่
- หากจำเป็นต้องเทรดในช่วงที่มีความผันผวนสูง ควรใช้คำสั่ง Limit Order แทน Market Order เพื่อลด Slippage
การเลือกเข้าเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมี สภาพคล่องสูงและสเปรดแคบ จะช่วยลดต้นทุนได้มาก
4. ใช้โปรโมชั่นและส่วนลดจากโบรกเกอร์
โบรกเกอร์หลายแห่งมีโปรโมชั่นที่ช่วยลดค่าธรรมเนียม เช่น โบนัสเงินคืน (Rebate), โปรโมชั่นลดค่าคอมมิชชั่น หรือส่วนลดค่าธรรมเนียมการฝาก-ถอน ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนสะสมได้ในระยะยาว
ตัวอย่างโปรโมชั่นที่ควรพิจารณา
- โบนัสเงินคืน (Cashback) สำหรับนักเทรดที่มีปริมาณการเทรดสูง
- โปรโมชั่นเทรดโดยไม่มีค่าคอมมิชชั่นในช่วงเวลาที่กำหนด
- ส่วนลดค่าธรรมเนียมการฝาก-ถอน สำหรับการใช้ช่องทางการชำระเงินที่โบรกเกอร์แนะนำ
การเลือกใช้โปรโมชั่นอย่างชาญฉลาด สามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น
ทุกบาทที่คุณประหยัดจากค่าธรรมเนียม คือกำไรที่เพิ่มขึ้นในพอร์ตของคุณ IUX ช่วยให้คุณลดค่าใช้จ่ายในการเทรดด้วยสเปรดต่ำ ประเภทบัญชีที่เหมาะกับทุกสไตล์การลงทุน และฟีเจอร์ช่วยลดต้นทุนออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณรับผลตอบแทนสูงสุด เทรดอย่างมั่นใจกับระบบดำเนินคำสั่งที่รวดเร็ว ไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง และเครื่องมือบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้คุณโฟกัสการทำกำไรโดยไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อย่าปล่อยให้ค่าธรรมเนียมมีผลต่อกำไรของคุณ สมัครใช้งานกับ IUX ตอนนี้และสัมผัสประสบการณ์การเทรดที่คุ้มค่ายิ่งกว่าเดิม!
5. วางแผนการฝาก-ถอนเงินให้คุ้มค่าที่สุด
ค่าธรรมเนียมไม่ได้เกิดขึ้นแค่ตอนเปิดและปิดออเดอร์ แต่ยังรวมถึง ค่าธรรมเนียมการฝาก-ถอนเงิน ด้วย ซึ่งบางโบรกเกอร์อาจคิดค่าธรรมเนียมตามจำนวนครั้งที่ถอนหรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดเงิน
วิธีลดต้นทุนการฝาก-ถอน
- เลือกถอนเงินในจำนวนที่มากขึ้นเพื่อลดจำนวนครั้งในการถอน
- ตรวจสอบว่าโบรกเกอร์มีค่าธรรมเนียมการถอนหรือไม่
- ใช้ช่องทางการชำระเงินที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ เช่น E-wallet หรือ Cryptocurrency
การวางแผนการถอนเงินที่ดี จะช่วยลดต้นทุนได้ในระยะยาว
6. ใช้เลเวอเรจอย่างมีวินัย
แม้ว่าเลเวอเรจจะช่วยให้สามารถเปิดสถานะที่ใหญ่ขึ้นโดยใช้เงินทุนต่ำลง แต่หากใช้สูงเกินไป อาจทำให้พอร์ตถูกบังคับปิด (Margin Call) ซึ่งอาจทำให้เสียต้นทุนที่ไม่จำเป็น
การใช้เลเวอเรจอย่างเหมาะสม
- เลือกเลเวอเรจที่เหมาะสมกับขนาดพอร์ต
- อย่าใช้เลเวอเรจสูงเกินไปจนทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
- บริหารความเสี่ยงโดยใช้ Stop Loss และ Position Sizing
7. เลือกกลยุทธ์ที่ช่วยลดต้นทุนการเทรด
หากเทรดบ่อยเกินไปโดยไม่มีแผนชัดเจน อาจทำให้ต้องเสียค่าธรรมเนียมมากโดยไม่จำเป็น ควรเลือกใช้กลยุทธ์ที่ช่วยลดต้นทุน เช่น
- Swing Trading หรือ Position Trading ที่ถือออเดอร์ระยะยาวเพื่อลดจำนวนครั้งที่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
- ใช้ Pending Orders แทน Market Orders เพื่อลด Slippage และต้นทุนที่ไม่จำเป็น
บทสรุป
การลดค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มผลกำไรจากการเทรดได้โดยตรง หากสามารถเลือกโบรกเกอร์ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ เลือกบัญชีที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการเทรดช่วงที่สเปรดกว้าง ใช้โปรโมชั่นจากโบรกเกอร์ และวางแผนการฝากถอนให้ดี ก็จะช่วยลดต้นทุนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันจะช่วยให้คุณสามารถทำกำไรได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มความเสี่ยงอีกต่อไป
หมายเหตุ: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาในเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน