
กลยุทธ์ Breakout Trading หรือ Mean Reversion — แบบไหนเหมาะกับคุณมากกว่ากัน?
กลยุทธ์ Breakout Trading หรือ Mean Reversion — แบบไหนเหมาะกับคุณมากกว่ากัน?
Breakout Trading คืออะไร?
Breakout Trading เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการ เทรดหุ้น เมื่อราคาทะลุแนวต้าน (Resistance) หรือแนวรับ (Support) ที่แข็งแกร่ง โดยมีแนวคิดว่าเมื่อราคาฝ่าแนวต้านขึ้นไปได้ โอกาสที่ราคาจะพุ่งขึ้นต่อมีสูง ในขณะที่หากราคาหลุดแนวรับลงมา ก็มักจะมีแรงขายตามมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหมาะกับคนที่ชื่นชอบการ เทรดหุ้น แบบเน้นจังหวะการเคลื่อนไหวรวดเร็ว
ตัวอย่างของ Breakout Trading:
- หากหุ้นตัวหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงราคาหนึ่งมาเป็นเวลานาน เช่น ซื้อขายระหว่าง 50-55 ดอลลาร์ และวันหนึ่งราคาพุ่งทะลุ 56 ดอลลาร์พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น นักเทรดสาย Breakout มักจะเข้าซื้อเพราะคาดว่าราคาจะเดินหน้าต่อ
- ในทางกลับกัน หากหุ้นตัวหนึ่งมีแนวรับที่ 80 ดอลลาร์ และวันหนึ่งราคาหลุดลงมาแตะ 79 ดอลลาร์พร้อมกับแรงขายมหาศาล เทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์นี้อาจเปิดสถานะขาย (Short) เพราะคาดว่าราคาจะร่วงต่อ
เครื่องมือสำคัญสำหรับการเทรดแบบ Breakout
- แนวรับ-แนวต้าน (Support & Resistance) เพื่อวิเคราะห์จุดกลับตัวของราคา
- Moving Average (MA) เพื่อดูแนวโน้มและแนวต้าน-แนวรับแบบไดนามิก
- Relative Strength Index (RSI) เพื่อวัดโมเมนตัมของราคาและดูภาวะซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป
- ปริมาณการซื้อขาย (Volume Analysis) เพราะ Breakout ที่เกิดขึ้นพร้อมวอลุ่มสูงมักมีโอกาสเป็นของจริงมากกว่าการหลุดที่ไม่มีแรงสนับสนุนในการ เทรดหุ้น
ข้อดีของ Breakout Trading
- เหมาะสำหรับตลาดที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งและเหมาะกับการ เทรดหุ้น ในขาขึ้น
- ใช้ได้ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง
- ไม่จำเป็นต้องถือสถานะนาน ลดความเสี่ยงจากปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงในการ เทรดหุ้น ของคุณ
ข้อเสียของ Breakout Trading
- มีโอกาสเกิด "False Breakout" หรือการทะลุแนวต้านแล้วกลับตัวลง ทำให้นักลงทุนต้องรอการกลับมาทำไรหรือที่เรียกกันติดปากว่า ติดดอย
- ต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาสามารถเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
- มีความเสี่ยงสูงหากเข้าซื้อผิดจังหวะ โดยเฉพาะในตลาดที่มีความผันผวน
Mean Reversion: เมื่อราคาสุดโต่ง ตลาดมักจะกลับสู่จุดสมดุล
Mean Reversion คืออะไร?
กลยุทธ์ Mean Reversion ในการ เทรดหุ้น มีแนวคิดว่าราคาของสินทรัพย์มักจะกลับเข้าสู่ "ค่าเฉลี่ย" ของตัวเองเสมอ โดยเฉพาะเมื่อราคาขึ้นสูงเกินไป (Overbought) หรือถูกเทขายหนักจนต่ำเกินไป (Oversold) ซึ่งแตกต่างจาก Breakout Trading ที่เน้นการไล่ตามเทรนด์ Mean Reversion มองว่าตลาดจะไม่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวตลอด แต่จะมีการแกว่งกลับมาเข้าสู่สมดุล
ตัวอย่างของ Mean Reversion:
- หากหุ้นตัวหนึ่งมีค่าเฉลี่ยราคาอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ แต่ราคาร่วงหนักไปที่ 85 ดอลลาร์โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลง นักลงทุนสาย Mean Reversion อาจมองว่านี่คือโอกาสซื้อ เพราะราคาน่าจะกลับขึ้นไปใกล้ค่าเฉลี่ย
- ในทางตรงกันข้าม หากหุ้นตัวหนึ่งพุ่งจาก 200 ดอลลาร์ไปถึง 240 ดอลลาร์ในระยะเวลาสั้น ๆ นัก เทรดหุ้น สาย Mean Reversion อาจเปิดสถานะ Short เพราะเชื่อว่าราคาจะปรับตัวลงสู่สมดุล
เครื่องมือสำคัญสำหรับการเทรดแบบ Mean Reversion
- Bollinger Bands เพื่อวัดระดับที่ราคาห่างจากค่าเฉลี่ย
- Moving Average (MA) เพื่อดูแนวโน้มและแนวรับทางเทคนิค
- Stochastic Oscillator / RSI เพื่อวิเคราะห์ภาวะ Overbought และ Oversold
- Pivot Points & Fibonacci Retracement เพื่อคาดการณ์จุดกลับตัว
ข้อดีของ Mean Reversion Trading
- เหมาะกับตลาดที่ไม่มีแนวโน้มชัดเจน หรือเคลื่อนไหวในกรอบ (Sideway)
- ลดโอกาสขาดทุนจากการไล่ซื้อหุ้นที่ราคาพุ่งสูงเกินไป
- ใช้จังหวะเข้าซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ทำให้มี Margin of Safety
ข้อเสียของ Mean Reversion Trading
- หากตลาดเกิดเทรนด์ที่แข็งแกร่ง กลยุทธ์นี้อาจใช้ไม่ได้ผล
- ราคาสามารถ Overbought หรือ Oversold ได้นานกว่าที่คาด ทำให้ต้องถือสถานะนาน
- ต้องใช้ Stop Loss อย่างมีวินัย เพราะราคาที่ดูเหมือนจะกลับตัว อาจยังคงร่วงต่อได้
เทรดหุ้น และทำกำไรได้ทุกสภาพตลาดไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์สายไหน บน IUX เราเสนอสเปรดที่ต่ำที่สุด ไม่มีค่าธรรมเนียมแฝง กราฟราคาสด พร้อมอินดิเคเตอร์ที่คอยช่วยให้คุณวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ
สมัครเทรดกับ IUX วันนี้
เลือกแนวทางที่ใช่สำหรับคุณ
การเลือกว่าจะใช้ Breakout Trading หรือ Mean Reversion ขึ้นอยู่กับลักษณะของตลาด และแนวทางการ เทรดหุ้น ของแต่ละคน หากคุณเป็นนักเทรดที่ชอบความตื่นเต้นและมองหากำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่พุ่งทะลุแนวต้าน Breakout Trading อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับคุณ แต่ถ้าคุณมีความอดทนและชอบการเทรดที่อาศัยหลักการทางสถิติ มองหาหุ้นที่ถูกขายมากเกินไปและมีแนวโน้มกลับสู่ค่าเฉลี่ย Mean Reversion อาจเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์มากกว่า
สิ่งสำคัญที่สุดที่นัก เทรดหุ้น ต้องรู้คือ ไม่มีแนวทางใดที่ชนะตลาดได้ 100% การบริหารความเสี่ยงและการมีวินัยเป็นหัวใจของความสำเร็จ ไม่ว่าคุณจะเลือกกลยุทธ์ไหน การเข้าใจตลาดและเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับตัวเอง จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรดได้ในระยะยาว
หมายเหตุ: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาในเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน